วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2552

กีตาร์



ฟิงเกอร์บอร์ด และสเกล

ฟิงเกอร์บอร์ด คือ คอกีตาร์ ด้านบนและสเกลหรือช่วงยาวของคอกีตาร์นั่นเอง เราลองมารู้จักรายละเอียดดูนะว่าเจ้า 2 สิ่งนี้มันเกี่ยวดองสัมพันธ์กันอย่างไรบ้าง

เมื่อพูดถึงกีตาร์ fender แล้วก็คงจะไม่มีคนที่เล่นกีตาร์คนไหนไม่รู้จัก เมื่อเราลองดูไปที่ fender รุ่นเก่า ๆ จะสังเกตได้ว่าฟิงเกอร์นั้นจะมีความโค้ง(เมื่อมองรูปตัดขวางของคอกีตาร์)มากกว่า กีตาร์รุ่นใหม่ ๆ ซึ่งมีความโค้งของฟิงเกอร์บอร์ดน้อยกว่า ไม่เกี่ยวกับกีตาร์คลาสสิกนะคะเพราะกีตาร์คลาสสิกจะมีฟิงเกอร์บอร์ดที่แบนราบ บางคนอาจจะบอกว่าเนื่องมาจากความแตกต่างและความถนัดของแต่ละคน นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ส่วนอื่น ๆ ก็คือสไตล์การเล่นแนวเพลงในรุ่นใหม่ ๆ นั้นมีความแตกต่างไปจากเดิมคือนักดนตรีในปัจจุบันมักจะเน้นการเล่นที่รวดเร็ว นอกจากจะอาศัยความสามารถส่นตัวของแต่ละคนแล้ว เครื่องดนตรีก็มีส่วนสำคัญด้วยคือการที่กีตาร์มี touching ที่ต่ำหรือระยะระหว่างสายกับฟิงเกอร์บอดต่ำมาก ๆ จะช่วยให้สะดวกในการเคลื่อนนิ้วบนฟิงเกอร์บอร์ด และนอกจากนี้การที่ต้องมีการดันสายเพื่อสร้างความไพเราะและหลากหลายในบทเพลง กีตาร์ลักษณะดังกล่าวคือมีความโค้งของฟิงเกอร์บอร์ดน้อย ๆ จะได้เปรียบกว่ามาก บางคนอาจจะยังนึกไม่ออกว่ามันจะไปเกี่ยวกันยังไง



สมมุติว่าคุณมีกีตาร์ที่มีฟิงเกอร์บอร์ดโค้งมาก ๆ อยู่ตัวหนึ่ง ความโค้งของฟิงเกอร์บอร์ดนั้นทำให้คุณจะต้องตั้งหย่องให้โค้งตามความโค้งของฟิงเกอร์บอร์ด สายกีตาร์ทั้ง 6 สายจึงจะห่างจาก fret เป็นระยะทางเท่า ๆ กัน ต่อไปสมมุติให้คุณต้องตั้งหย่องให้สาย 2 สูงกว่าสาย 1 เป็นระยะ 1มิลลิเมตร และสาย 3 สูงกว่าสาย 2 เท่ากับ 1 มิลลิเมตร เพื่อให้รับกับความโค้งของฟิงเกอร์บอร์ดและถ้าสายกีตาร์ทั้ง 6 สาย ห่างจาก fret ที่ 22 เท่ากับ 1.5 มิลลิเมตร คราวนี้เราลองมาคิดดู ถ้าถ้าคุณต้องการดันสาย 1 ให้ขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งของสาย 3 ซึ่งตามความโค้งแล้วจะสูงกว่าสาย 1 ถึง 2 มิลลิเมตร ในขณะเดียวกันสาย 1 ก็ยังพาดอยู่ที่หย่องในตำแหน่งเดิมซึ่งต่ำกว่าสาย 3 ถึง 2 มิลลิเมตร ลักษณะแบบนี้จะทำให้เกิดอาการติด fret คือมีเสียงแตก หรือเสียงสั้น หรือพอดันสายขึ้นไปแล้วเสียงหายไปเลย แต่ในความสูงของสายเท่า ๆ กันแล้ว กีตาร์ที่มีฟิงเกอร์บอร์ดแบนเรียบจะไม่เกิดอาการดังกล่าว แต่สำหรับผู้ที่ชอบในสำเนียง ความใสสะอาดและคมชัดของตัวโน๊ตแต่ละตัว ความยาวของเสียงแล้ว ก็สายมารถตั้ง touching ให้สูงขึ้นมานิดนึง แล้วก็ไม่ต้องสนใจเรื่องความโค้ง



ต่อจากฟิงเกอร์บอร์ดก็จะมากล่าวถึง fret ขนาดของ fret ก็ยังมีส่วนสำคัญในการเล่นมากเลยทีเดียว คุณเคยลองสังเกตมั๊ยว่ากีตาร์แต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อนั้นจะมีขนาดที่แตกต่างกันออกไป ไม่ใช่ในเรื่องของแฟชั่น แต่จะต่างกันที่การใช้งาน และความถนัดของแต่ละคน บางคนบอกว่าขนาดของ fret นั้นเป็นตัวกำหนดถึงความแตกต่างของเสียง ซึ่งก็อาจจะจริง แต่ที่แน่นอนและเป็นที่ยอมรับก็คือกีตาร์ที่มี fret ใหญ่ และหมายถึงสูงด้วยนั้น จะใช้โซโล่ได้สำเนียงกว่ากีตาร์ที่มี fret เล็กเวลาเขย่าสาย และดันสายก็จะติดมือดีกว่า ส่วนกีตาร์ที่มี fret เล็กใช้เล่น rhythm จะสบายมือกว่า หรือใช้โซโล่ในเพลงที่ไม่ต้องมีการดันสายมากนัก แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นแค่แนวคิด ไม่ได้เป็นข้อกำหนดหรือหลักตายตัวอะไร แต่ละคนก็อาจจะมีความคิดต่างกันและอาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้

สำหรับคนที่มีกีตาร์ fret เล็กอยู่แล้วนั้นและเวลาเล่นโซโล่รู้สึกไม่มัน ก็อาจจะแก้ไขโดยการทำ scallop หรือขุดฟิงเกอร์บอร์ดออกก็ได้ถ้าไม่เสียดาย การขุดฟิงเกอร์บอร์ดก็คือการขุดเนื้อไม้ช่องที่อยู่ระหว่าง fret ให้เว้าลงไปเล็กน้อย ซึ่งเมื่อเล่นก็จะให้ความรู้สึกเช่นเดียวกับกีตารืที่มี fret ใหญ่ เวลาดันสายหรือเขย่าสายจะให้ความรู้สึกที่ดีกว่า แต่สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยก็อาจจะเจ็บมือหรือรำคาญบ้าง เล่นซักพักก็จะชินไปเอง แต่ถ้าไม่จำเป็นแล้วผมว่าควรจะเลือกซื้อกีตาร์ที่มี fret ใหญ่เลยดีกว่าซื้อแบบที่มี fret เล็กแล้วมาทำ scallop ทีหลังนะครับ ถ้าคิดจะเล่นแนวนี้แล้ว

คราวนี้มาพูดถึงเรื่องของสเกลบ้าง ไม่ใช่การไล่สเกลหรือบันไดเสียง แต่หมายถึงช่วงยาวของฟิงเกอร์บอร์ด ซึ่งสามารถแบ่งได้ 3 สเกลคือ สั้น กลาง และยาว

สเกลสั้น จะมีความยาว 62 เซนติเมตร เช่น gibson

สเกลกลาง จะมีความยาว 64 เซนติเมตร เช่น paul reed smith

สเกลยาว จะมีความยาว 65 เซนติเมตร เช่น fender


Gibson Paul Reed Smith Fender



ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงตัวอย่างคร่าว ๆ ผลต่างของแต่ละสเกลนั้นบางคนอาจจะคิดว่าสเกลสั้นจะเล่นง่ายกว่า เหมาะสำหรับคนนิ้วสั้น แต่อันที่จริงแล้วถ้าคุณลองกางนิ้วออกเต็มที่ลงบนคอกีตาร์ที่มีสเกลยาว และคอกีตาร์ที่มีสเกลสั้น ความแตกต่างเต็มที่ก็ไม่เกิน 2 มิลลิเมตร ซึ่งมันก็อาจจะมีส่วนอยู่บ้าง แต่ในความจริงแล้วส่วนที่มีผลก็คือยิ่งสเกลยาวสายกีตาร์ก็จะมีความตึงมากกว่า สายขของกีตาร์ที่มีสเกลสั้นทำให้รู้สึกเล่นยากเพราะว่าสายยิ่งตึงมากก็จะแข็งทำให้เจ็บนิ้ว คุณอาจจะลองทดสอบดูเองได้ในเรื่องของสเกลสั้นนั้นสายจะหย่อนกว่าสเกลยาว โดยการที่คุณตั้งสายแบบมาตรฐานคือ E A D G B E แล้วคุณคาดคาโป้ที่ช่อง 1(ลดสเกลลง) ซึ่งจะมีผลทำให้เสียงของแต่ละตัวโน๊ตสูงขึ้นครึ่งเสียง เพราะฉะนั้นถ้าต้องการทำให้ได้เสียงกีตาร์มาตรฐานคุณจะต้องหย่อนสายทุกสายลงมาครึ่งเสียงให้เป็น E A D G B E เหมือนเดิม เมื่อคุณหย่อนสายลงสายก็จะนิ่มขึ้นทำให้รู้สึกเล่นง่ายขึ้น เนื่องจากการที่เราลดสเกลลงมานั่นเอง (คาดคาโป้ที่ช่อง 1)

ข้อดีข้อเสียของจำนวน fret ก็อาจจะมีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อเหมือนกัน เช่นกีตารืที่มี 24 fret จะทำให้เราสามารถเล่นโน๊ตได้มากกว่าแบบที่มี 22 fret แต่ข้อเสียก็คือกีตาร์ที่มี fret มากย่อมทำให้ช่องว่างที่จะวาง pick up (ช่องระหว่างคอถึงหย่อง) แคบลง การวาง pick up ก็จะอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กันมากขึ้น ทำให้ระดับเสียงแตกต่างกันน้อยลง ซึ่งอาจจะแก้ปัญหาโดยการใช้ pick up ที่ต่างรุ่นกัน โดยอาศัยคุณสมบัติของ pick up แต่ละตัวเป็นหลัก สำหรับกีตาร์จึงไม่มีปัญหามากนัก แต่สำหรับเบสจะมีปัญหามากคือถ้าวาง pick up ใกล้กันมากความแตกต่างของเสียงก็จะน้อยลง ซึ่งถ้าจะวาง pick up ให้ห่างกันมาก ๆ เพื่อให้ได้ความแตกต่างของเสียงแล้วจะทำให้ pick up neck หรือ pick up ตัวที่อยู่ใกล้คอกีตาร์ติดกับคอกีตาร์มากเกินไป ทำให้ไม่สะดวกในการเล่นแบบตบเบส ส่วนกีตาร์ที่มี fret น้อย ๆ เช่น 22 fret จะทำให้มีช่องว่างในการวาง pick up มากขึ้นสามารถวาง pick up ห่างกันมาก ๆ ได้ ทำให้ได้ความแตกต่างระหว่างเสียงมากกว่า



การวางตำแหน่งของ pick up ก็มีความสำคัญพอ ๆ กับการเลือกรุ่นของ pick up คือถ้าเรามีกีตาร์ที่มี pick up bridge หรือ pick up ตัวที่อยู่ใกล้สะพานสาย นั้นอยู่ใกล้หย่องมาก ๆ (โดยปกติจะประมาณ 1นิ้ว) เสียงจะแหลมใส แต่ถ้าต้องการเสียงที่หนาหรือออกทุ้มให้เลือกกีตาร์ที่มี pick up bridge อยู่ห่างจากหย่องมาก ๆ หน่อย ดังนั้นจะเห็นว่ากีตาร์บางรุ่นจะมี pick up เพียง 1 ตัว บางรุ่น 2 ตัวและบางรุ่นก็มีถึง 3 ตัว เป็นต้น



กีตาร์ 8 สาย ที่ 3 สาย บนใช้สายของกีตาร์เบส ต้องจัด fret เป็นรูปพัด เพื่อให้ได้เสียงที่ถูกต้องแปรผันตามขนาดสาย


ทั้งหมดนั้นเป็นเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อยน้อยซึ่งจะเกี่ยวกับกีตาร์ไฟฟ้าซะเป็นส่วนใหญ่กีตาร์โปร่งก็อาจจะไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้มากนัก แต่เราก็ควรจะรู้ไว้!!

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552


ไม่เคยเปลี่ยน - Stella -

เ ห มื อ น ฉั น ไ ม่ เ ป็ น ไ ร เ ห มื อ น ใ จ ไ ม่ ช้ำ

ชี วิ ต ค ว ร เ ป็ น ดั่ ง เ ดิ ม เ มื่ อ ฉั น ยั ง ห า ย ใ จ

เ พี ย ง แ ค่ เ ธ อ เ ดิ น จ า ก ฉั น ไ ป

ใ น วั น ที่ ทุ ก อ ย่ า ง มั น ดู ไ ม่ ต่ า ง จ า ก วั น นั้ น

แ ต่ เ ธ อ ค ง ไ ม่ รู้ ว่ า ใ น หั ว ใ จ มั น เ ป็ น เ ช่ น ไ ร

เ ธ อ ค ง ไ ม่ รู้ ว่ า มั น ยั ง รั ก ไ ม่ เ ค ย เ ป ลี่ ย น

ต่ อ จ า ก นั้ น ยั ง จ ม ใ น ฝั น ที่ มั น มี เ ธ อ ไ ม่ เ ป ลี่ ย น ไ ป

ฝื น ยิ้ ม พ ร้ อ ม ม อ ง เ ธ อ ทำ เ ป็ น ไ ม่ ช้ำ

แ ต่ ส ม อ ง มั น ไ ม่ ย อ ม จำ ว่ า เ ธ อ ทิ้ ง ไ ป

ฉั น พ ย า ย า ม จ ะ เ ห มื อ น เ ดิ ม ทุ ก ค รั้ ง ที่ ไ ด้ เ จอ

เ ธ อ ยื น ข้ า ง ก า ย กั บ ค นไ ห น

ยั ง ค ง มี แ ต่ เ ธ อ ...... แ ล ะ ยั ง ค ง รั ก ไ ม่ เ ค ย เ ป ลี่ ย น

ต่ อ จ า ก นั้ น ...... ยั ง จ ม กั บ ฝั น ที่ มั น มี เ ธ อ ไ ม่ เ ป ลี่ ย น ไ ป

วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2552